ปัจจัยที่มีผลต่อความแม่นยำของโพลล์
ผู้เขียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์วัฒนา สุนทรธัย
Wathna.s@bu.ac.th
แผนกพัฒนาวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ


                          กิจกรรมที่นักสำรวจมักจะทำในระหว่างการเลือกตั้ง คือ การสำรวจความคิดเห็นของสาธารณชน (Public Opinion Poll) หรือที่
นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า “โพลล์” โพลล์ที่โด่งดังและมีอิทธิพลในวงการสำรวจความคิดเห็นของสาธารณชนมากที่สุดในสหรัฐอเมริกาคือ“Gallup Poll”
ซึ่งดำเนินการโดย George Horace Gallup ชาวไอโอวา สำหรับในประเทศไทย มีสถาบันที่ดำเนินการสำรวจดังกล่าวอยู่ด้วยกันหลายแห่ง   อาทิ
กรุงเทพโพลล์ สวนดุสิตโพลล์ เอแบคโพลล์ ธุรกิจบัณฑิตโพลล์ เป็นต้น ถ้าการสำรวจนั้นกระทำภายหลัง จากที่ผู้ไปลงคะแนนเสียงออกจากคูหาเลือกตั้ง
แล้วก็เรียกว่า “เอ็กซิทโพลล์ (Exit Poll)” และเอ็กซิทโพลล์ที่กล่าวถึงกันมากที่สุดในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 คือ สวนดุสิตโพลล์

                        หลักการของโพลล์เป็นการประยุกต์ใช้ทฤษฏีการสุ่มตัวอย่าง   ซึ่งเป็นเทคนิคการนำตัวแทนของประชากร   ที่เรียกว่า   กลุ่มตัวอย่าง
มาศึกษาเพื่อสรุปถึงลักษณะของประชากรที่สนใจ   เช่น     ก่อนการเลือกตั้ง     เราสนใจว่าจะมีคนไปเลือกตั้งกี่เปอร์เซ็นต์จากประชากรที่มีสิทธิเลือกตั้ง
ทั้งหมด 44.8 ล้านคน  โดยสุ่มตัวอย่างจากคนทั่วประเทศมาจำนวนหนึ่ง   เช่น 400 คน  และพบว่าจะมีคนไปใช้สิทธิเลือกตั้งแน่นอน 73%    ถ้ากลุ่ม
ตัวอย่างนี้เป็นตัวแทน ที่ดีของประชากรที่มีสิทธิเลือกตั้งดังกล่าวแล้ว เราสามารถสรุปได้ว่าประชากรก็จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งจำนวน 73% ดังกล่าวด้วย
ดังนั้นจะมีจำนวนประชากรไปใช้สิทธิเลือกตั้งประมาณ 73%x44.8 = 32.7 ล้านคน เป็นต้น

                          ความแม่นยำของโพลล์คือ ความสอดคล้องระหว่างผลการสำรวจกับผลลัพธ์จริง หากต้องการความแม่นยำ 100%  ก็ต้องสำรวจจาก
ประชากร   แต่เนื่องจากการสำรวจจากประชากรจะต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายมาก   จึงต้องมีการสำรวจจากตัวอย่างเพื่ออ้างอิงถึงประชากร   ตามระดับ
ความเชื่อมั่นและความคลาดเคลื่อนที่ยินยอมให้เกิด เช่น ความเชื่อมั่น 95% และยอมให้เกิดความคลาดเคลื่อน 5% เป็นต้น

                          ความหมายของความเชื่อมั่น 95% และความคลาดเคลื่อน 5% ก็คือ ถ้าตัวอย่างเป็นตัวแทนที่ดีของประชากรแล้ว จะมีโอกาสร้อยละ
95    ที่อัตราส่วนการไปใช้สิทธิเลือกตั้งของประชากรอยู่ในช่วง 73%   - + 5%   หรือ    68% ถึง 78%     และหากความคลาดเคลื่อนเพิ่มเป็น 7%
อัตราส่วนดังกล่าวก็จะเป็น 66% ถึง 80% ยิ่งความคลาดเคลื่อนมีค่าสูง ก็ยิ่งมีช่วงร้อยละกว้างด้วย

                          การประเมินความแม่นยำของโพลล์อาจทำได้หลายวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมิน หากใช้เกณฑ์การสอบ
ได้สอบตกของ ส.ส.ทั่วประเทศ 400 เขต   เรามีความเชื่อมั่น 95% ว่าการพยากรณ์จะผิดพลาดไม่เกิน 20 เขต     กรณีใช้ความคลาดเคลื่อน 5% หรือ
ไม่เกิน 28 เขต กรณีใช้ความคลาดเคลื่อน 7% โดยยิ่งมีความคลาดเคลื่อนน้อย ก็ยิ่งมีความแม่นยำสูง

                          ถ้ากลุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนที่ดีของประชากรแล้ว ความแม่นยำของโพลล์ก็จะสอดคล้องกับระดับความเชื่อมั่นและความคลาดเคลื่อนที่
ยินยอมให้เกิดดังกล่าว โดยกลุ่มตัวอย่างจะเป็นตัวแทนที่ดีของประชากรเมื่อตัวอย่างแต่ละหน่วยมีโอกาสถูกเลือกอย่างเท่าเทียมกัน และหน่วย   ตัวอย่าง
จะมีโอกาสถูกเลือกอย่างนั้นเมื่อใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบเชิงเดียว (Simple random sampling) หรือสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (Systematic
Sampling)   อย่างใดอย่างหนึ่ง หากต้องการความแม่นยำสูงก็ต้องให้ความคลาดเคลื่อนมีค่าต่ำ แต่จะทำให้กลุ่มตัวอย่างมีขนาดใหญ่ ซึ่งผลที่ตามมา
ก็คือจะเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการมาก

                          ดังนั้น สิ่งที่จะรับประกันความแม่นยำของโพลล์ก็คือ ความเป็นตัวแทนที่ดีของประชากร ไม่ใช่ขนาดของตัวอย่าง   กล่าวคือ ตัวอย่าง
ขนาด 200  อาจให้ความแม่นยำสูงกว่าตัวอย่างขนาด 400 ก็ได้ ถ้าตัวอย่างขนาดแรกเป็นตัวแทนของประชากรได้ดีกว่าตัวอย่างขนาดหลัง

                          กรณีเอ็กซิทโพลล์อาจไม่สะดวกที่จะใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเชิงเดียว ดังนั้น วิธีที่มีความสะดวกกว่าคือ การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ
โดยเว้นจำนวนคนที่จะถูกสัมภาษณ์ให้มีจำนวนเท่าๆกัน เช่น เว้นทีละ 3 คน เป็นต้น  หากไม่เว้นเลยอาจได้คนที่มีความคิดที่ไม่เป็นอิสระจากกันและเวลา
ที่สัมภาษณ์ก็ควรให้คลุมจาก 8.00 ถึง 15.00 แต่ถ้าเชื่อได้ว่าประชากรที่ใช้สิทธิตอนเช้ากับตอนบ่ายคล้ายคลึงกันก็อาจสัมภาษณ์เฉพาะตอนเช้าก็ได้

                          โพลล์กับการวิจัย (Research)   มีความแตกต่างกันในรายละเอียด   ส่วนที่เหมือนกันคือ   ต่างก็อาศัยทฤษฏีการสุ่มตัวอย่างเป็นหลัก
ในการกำหนดขนาดของตัวอย่าง โดยทฤษฏีดังกล่าวเริ่มต้นด้วยการกำหนดความน่าจะเป็นที่ทำให้ความคลาดเคลื่อน (E) ไม่เกินค่าที่ระบุจาก ประชากร
ที่มีการแจกแจงปกติ (Normal) ท้ายสุดก็จะได้สูตรที่สามารถคำนวณหาขนาดของตัวอย่าง (n) ดังนี้

                                                    
เมื่อ N คือขนาดของประชากร P คืออัตราส่วนของประชากร และระดับความเชื่อมั่นพิจารณาจากค่า Z ถ้าประชากรมีขนาดใหญ่ (เกินหนึ่งแสน)   และ
ใช้อัตราส่วนที่ทำให้ P(1-P) มีค่ามากที่สุด (คือ P = 50%) และนำทฤษฏีของลิมิตมาใช้แล้ว สูตร (1) จะลู่เข้าสู่สูตร (2) ดังต่อไปนี้

                                                    
จากสูตร (2) ถ้าต้องการให้ขนาดตัวอย่างเป็น 200 และความคลาดเคลื่อนมีค่าไม่เกิน 5% แล้วระดับความเชื่อมั่นคือ 84% และถ้าใช้
ระดับความเชื่อมั่น 95% (ประมาณค่า Z ด้วย 2) แล้วสูตร (2) จะกลายเป็นสูตร (3) ซึ่งขนาดของตัวอย่างจะเป็นปฎิภาคกลับ กับกำลังสองของ
ความคลาดเคลื่อนดังนี้
                                                       
จากสูตร (3)   ถ้าความคลาดเคลื่อนเปลี่ยนแปลงไปเพียงเล็กน้อยจะทำให้ขนาดตัวอย่างเปลี่ยนแปลงตามมาอย่างมาก   เช่น ถ้าให้ความคลาดเคลื่อนมีค่า
เท่ากับ 10%, 5% และ 1% แล้วขนาดตัวอย่างคือ 100, 400 และ 10,000 ตามลำดับ ในทางกลับกัน ถ้าต้องการขนาดตัวอย่างเป็น 200   เรา
สามารถคำนวณหาค่าความคลาดเคลื่อนได้เท่ากับ 7%
ดังนั้น เขตเลือกตั้งทั่วไปมีจำนวน 400 เขต ถ้าต้องการให้ ผลการสำรวจของแต่ละเขต
มีระดับความเชื่อมั่น 95% และความคลาดเคลื่อนมีค่าไม่เกิน 5% แล้ว จะต้องใช้ขนาดตัวอย่างถึง 160,000 คน ซึ่งต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายจำนวน
มาก   แต่ถ้ายอมเพิ่มค่าความคลาดเคลื่อนเป็น 7% แล้ว   ขนาดของตัวอย่างจะลดเหลือครึ่งหนึ่งคือ 80,000 คน นั่นคือ เพิ่มความคลาดเคลื่อนอีกเพียง
2%   สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 50%

                          สรุปจากสูตร (1) ถึง (3) หากประชากรมีขนาดใหญ่ ถ้ายินยอมให้ความคลาดเคลื่อนมีค่าไม่เกิน 5%      ณ ระดับความเชื่อมั่น 95%
แล้ว ขนาดตัวอย่างตามทฤษฏีการสุ่มตัวอย่างควรจะเป็น 400 ถ้าลดขนาดตัวอย่างเป็น 200 แล้วความเชื่อมั่นก็จะลดเหลือ 84% แต่ถ้าคงความเชื่อมั่น
ไว้ที่ 95% แล้ว ความคลาดเคลื่อนก็จะเพิ่มเป็น 7% ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวอาจมีสาเหตุมาจากหลายอย่างด้วยกัน    เช่น ผู้ตอบ ๆ ไม่ตรงตามความ
เป็นจริง มีอคติ หรือดำเนินการที่ไม่รัดกุมเพียงพอ เป็นต้น

                        จึงกล่าวได้ว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความแม่นยำของโพลล์คือ ความเป็นตัวแทนที่ดีของประชากร ซึ่งมาจากหลักการสุ่ม    โดยใช้วิธีที่
ตัวอย่าง แต่ละหน่วยมีโอกาสถูกเลือกอย่างเท่าเทียมกัน ในกรณีของเอ็กซิทโพลล์ ควรเลือกใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ  โดยใช้ขนาดตัวอย่าง
ตามระดับความเชื่อมั่นและความคลาดเคลื่อนที่กำหนด หากดำเนินตามหลักการดังกล่าวอย่างเคร่งครัดแล้ว ผลสรุปก็จะมีความแม่นยำตามที่ต้องการ

 
 
 

Copyright © 2002 Research Institute of Bangkok University All Rights Reserved  Contact us.